เมื่อต้องแปลงสื่อ : จากกระดาษสู่เอกสารอิเล็กทรอนิกส์

Loading

    การปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการทำงานเป็น WFH ส่งผลให้มีคำถามที่หลากหลายเกี่ยวกับวงจรเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ฉบับนี้จะหยิบยกบางประเด็นเกี่ยวกับการแปลงสื่อ “จากกระดาษสู่เอกสารอิเล็กทรอนิกส์” มาอธิบายให้ฟัง   การแปลงสื่อ : กระดาษ VS อิเล็กทรอนิกส์ การแปลงสื่อ หรือ เปลี่ยนรูปแบบของเอกสาร หมายความว่า เอกสารหรือข้อมูลที่จัดทำในรูปแบบกระดาษ ได้ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือในทางกลับกัน เอกสารหรือข้อมูลนั้นแรกเริ่มเดิมทีอาจอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และต่อมาได้ถูกจัดทำให้อยู่ในรูปแบบกระดาษ เช่น เอกสารรายงานฉบับหนึ่ง ขององค์กร A ถูกสร้างแบบกระดาษและได้ลงลายมือชื่อแบบปากกา ต่อมา เอกสารฉบับดังกล่าวถูกส่งไปยังองค์กร B ทางอีเมล ต่อมาเมื่อองค์กร B ได้รับจึงปริ้นต์ออกมาเพื่อเซ็นด้วยปากกา หรืออาจเซ็นแบบอิเล็กทรอนิกส์และส่งกลับไป ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เอกสาร/ข้อความ อาจถูกแปลงรูปแบบระหว่างกระดาษและอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างทางตลอดการใช้งาน เหตุการณ์เช่นว่านี้ มักเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition period) ที่วงจรเอกสารอาจยังไม่ได้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดตั้งแต่แรกสร้าง ดังนั้น ประเด็นจึงมีอยู่ว่า กฎหมายกำหนดหลักการในเรื่องเหล่านี้ไว้อย่างไร?   กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแปลงสื่อ กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้มีบทบัญญัติที่รองรับปัญหาที่อาจเกิดจากการแปลงสื่อตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งปรากฎอยู่ใน ม.10 (เอกสารต้นฉบับ และการรับรองสิ่งพิมพ์ออก)…

ผวา อินโดฯ จับสมาชิกกลุ่มหัวรุนแรงกว่า 100 ญี่ปุ่นเตือนก่อการร้ายในอาเซียน

Loading

  อินโดนีเซียจับผู้ต้องสงสัยสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายเครือข่ายเจไอ และเจเอดี ในประเทศได้กว่า 100 คน ขณะญี่ปุ่นแจ้งเตือนพลเมืองระวังก่อการร้ายในอาเซียน เมื่อ 16 ก.ย. 64 เว็บไซต์เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ รายงานว่า กองกำลังพิเศษป้องกันก่อการร้ายชั้นยอด เดนซัส 88 สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซียสามารถจับกุมบุคคลที่ต้องสงสัยเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย ‘เจมาห์ อิสลามิยาห์’ (เจไอ) ได้นับ 123 คน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และยังจับกุมสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย ‘เจมาอาห์ อันชารุต เดาเลาะห์’ (เจเอดี) ซึ่งมีกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอซิส) เป็นต้นแบบแรงบันดาลใจอีกหลายสิบคน ใน 10 จังหวัดของอินโดนีเซีย ท่ามกลางคำเตือนของกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นที่สั่งไปยังสถานทูตญี่ปุ่นประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้แจ้งเตือนพลเมืองชาวญี่ปุ่นที่พำนักอาศัยใน 6 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ระวังความเป็นไปได้ที่อาจเกิดหตุก่อการร้าย เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ก.ย. 64 สำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ประกาศจับกุมสมาชิกกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์ ได้อีกกว่า 4 คน ในจำนวนนี้รวมทั้ง นายอาบู รุสดาน วัย 61 ปี…

เกาหลีเหนือโชว์ภาพวินาทีปล่อยมิสไซล์จากรถไฟครั้งแรก

Loading

  เกาหลีเหนือประกาศความสำเร็จทดสอบยิงขีปนาวุธจากขบวนรถไฟเป็นครั้งแรก สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือเปิดเผยถึงความสำเร็จในการทดสอบปล่อยขีปนาวุธจากขบวนรถไฟเป็นครั้งแรก พร้อมระบุว่าได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที โดยขีปนาวุธดังกล่าวมีพิสัยประมาณ 800 กิโลเมตร และสามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ         เมื่อวันที่ 13 ก.ย. KCNA ระบุว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล (long-range cruise missile) รุ่นใหม่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอาวุธทางยุธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และชี้ว่าสามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ และมีพิสัยไกลถึง 1,500 กิโลเมตรโดยใช้เวลา 2 ชั่วโมง โดยวานนี้ (15 ก.ย.) ยังมีรายงานว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ 2 ลูกตกลงสู่ทะเลตะวันออก ระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเยือนกรุงโซล และเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่เกาหลีเหนือประกาศถึงความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลรุ่นใหม่ ในวันเดียวกันเกาหลีใต้ได้เผยถึงความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถพัฒนาขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำได้สำเร็จ โดยมีประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ร่วมสังเกตการณ์ด้วย ซึ่งทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวว่าการครอบครองขีปนาวุธชนิดยิงจากเรือดำน้ำนั้นมีความหมายอย่างยิ่งในแง่ของการป้องกันภัยคุกคามจากทุกทิศทาง และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันประเทศและเสริมสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีในอนาคต ทั้งเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือกำลังพัฒนาขีดความสามารถทางทหารรวมถึงขีปนาวุธใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีที่ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง Photo…

อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอเมริกันยอมรับเป็นสายลับไซเบอร์ให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

Loading

  มาร์ค ไบเออร์ (Marc Baier) ไรอัน อดัมส์ (Ryan Adam) และแดเนียล แกริค (Daniel Gericke) อดีตเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองชาวอเมริกันที่เคยทำงานเป็นสายลับไซเบอร์ให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) รับสารภาพต่อศาลสูงในกรุงวอชิงตัน ดีซี ว่าได้ละเมิดกฎหมายของสหรัฐอเมริกาว่าด้วยการห้ามขายเทคโนโลยีทางการทหารที่มีความละเอียดอ่อน ทั้งยังระบุว่าได้เคยแฮกระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ และส่งออกเครื่องมือที่ใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้แก่ยูเออี หนึ่งในนั้นคืออาวุธไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนที่มีชื่อว่า Karma ที่สามารถแฮกไอโฟนได้โดยง่าย ทั้งสามคนได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ โดยตกลงจ่ายเงินชดใช้รวมกัน 1.69 ล้านเหรียญ (ประมาณ 55.5 ล้านบาท) และจะไม่ทำงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลความลับในด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ อีกต่อไป เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี อดีตเจ้าหน้าที่ทั้งสามคนเป็นสมาชิกของกลุ่มปฏิบัติการลับที่มีชื่อว่า Project Raven ซึ่งทำงานให้กับราชวงศ์ของยูเออีในการสืบข่าวศัตรูทางการเมือง สำนักข่าวรอยเตอร์สืบพบ Project Raven ในปี 2562 โดยกลุ่มฯ ดังกล่าวมีประวัติในการสอดแนมนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและนักสื่อสารมวลชน อย่างนักเรียกร้องสิทธิมนุษยชนชาวเยเมนที่ได้รับรางวัลโนเบล และนักข่าว BBC ในจำนวนนี้ หลายคนถูกซ้อมทรมานโดยรัฐบาลยูเออีในภายหลัง   ————————————————————————————————————————————————– ที่มา : Beartai …

เจ้าสาวไอเอสเผย เตรียมกลับอังกฤษ สู้ข้อหาก่อการร้าย หลังถูกถอดถอนสัญชาติ

Loading

  เจ้าสาวไอเอสเผย – วันที่ 15 ก.ย. เอเอฟพี รายงานความคืบหน้ากรณีที่น.ส.ชามีมา เบกุม วัย 22 ปี พลเมืองสัญชาติอังกฤษ เชื้อชาติบังกลาเทศ ผู้ถูกถอดถอนสัญชาติผู้ดี หลังเดินทางออกจากกรุงลอนดอน พร้อมเพื่อนโรงเรียน 2 คน เมื่อปี 2558 ด้วยเพียงอายุ 15 ปี ในเวลานั้น เพื่อเข้าร่วมกลุ่มรัฐอิสลามในซีเรีย จากนั้น แต่งงานกับนักรบไอเอสจึงได้รับการขนานนามเป็น “เจ้าสาวไอเอส”   ล่าสุด น.ส.เบกุมกล่าวว่าจะเตรียมเดินทางกลับไปอังกฤษ ต่อสู้ข้อหาการก่อการร้ายเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง แม้ว่าศาลสูงสุดของอังกฤษจะมีคำตัดสินเมื่อปลายเดือนก.พ.ปีนี้ ไม่อนุญาตให้น.ส.เบกุมเดินทางกลับอังกฤษเพื่อคัดค้านคำตัดสินของรัฐบาล แต่น.ส.เบกุมปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการเตรียมการก่อการร้าย “ฉันจะไปศาลและเผชิญหน้าผู้กล่าวหา และปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ เนื่องจากฉันรู้ว่า ฉันไม่ได้ทำอะไรในไอเอส แต่ทำหน้าที่แม่และภรรยาคนหนึ่ง ข้อกล่าวหาเหล่านี้ทำให้ฉันดูแย่ลงเพราะรัฐบาลไม่มีข้อมูลใดเกี่ยวกับฉัน ไม่มีหลักฐานเพราะไม่มีอะไรเกิดขึ้น” น.ส.เบกุมให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ของอังกฤษ     น.ส.เบกุม กล่าวว่า ความผิดเดียวที่เธอก่อคือ “โง่พอที่จะเข้าร่วมไอเอส” และขอความเมตตาจากทุกคนที่สูญเสียคนรักจากนักรบไอเอส “ฉันเสียใจมากหากเคยทำให้ใครขุ่นเคืองกับการมาที่นี่ หากทำให้ใครขุ่นเคืองกับสิ่งที่ฉันพูด”…

ออสเตรเลียเผยการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นช่วงโควิด

Loading

  ออสเตรเลียเผยเหตุโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นช่วงโควิด-19 ชี้บริการทางการแพทย์ตกเป็นเป้าหมายหวังขโมยเงินและล้วงข้อมูลสำคัญ รัฐบาลออสเตรเลีย เปิดเผยว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้อาชญากรรมทางไซเบอร์เพิ่มขึ้น 13% โดยผู้ประสงค์ร้ายพุ่งเป้าโจมตีผู้ที่ทำงานจากที่บ้าน รวมถึงสอดแนมบุคคลที่สุ่มเสี่ยงและผู้ให้บริการทางการแพทย์ เพื่อหวังขโมยเงินและล้วงข้อมูลสำคัญ รายงานประจำปีของศูนย์ดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ของออสเตรเลียระบุว่า ทางศูนย์ฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์กว่า 67,500 ครั้งในรอบ 12 เดือน เมื่อนับจนถึงวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยทุก 8 นาทีต่อครั้ง โดยมีการรายงานที่เกี่ยวข้องกับแรนซัมแวร์เพิ่มขึ้นเกือบ 15% ในช่วงดังกล่าว ด้านนายแอนดรูว์ แฮสตี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า 1 ใน 4 ของเหตุโจมตีทางไซเบอร์ที่รายงานนั้นส่งผลกระทบต่อหน่วยงานผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งได้แก่ บริการที่จำเป็นในด้านการศึกษา, การติดต่อสื่อสาร, ไฟฟ้า, ประปา และการขนส่ง “ในช่วงเวลาที่ชาวออสเตรเลียต้องพึ่งพาบุคลากรทางการแพทย์มากที่สุดเพื่อช่วยเหลือและรักษาชีวิตในภาวะโรคระบาดเช่นนี้ ภาคบริการทางด้านสาธารณสุขมีรายงานเหตุโจมตีจากแรนซัมแวร์มากที่สุดเป็นอันดับสอง” นายแฮสตีระบุในแถลงการณ์ นายแฮสตียังระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น มีรายงานอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโควิด-19 กว่า 1,500 ครั้งในแต่ละเดือน และได้มีการลบเว็บไซต์ที่มีเนื้อหามุ่งเน้นการระบาดแต่แอบแฝงจุดประสงค์ร้ายไปกว่า 110 เว็บไซต์   —————————————————————————————————————————————————————- ที่มา…