K-pop Deepfake การคุกคามทางเพศไอดอลเกาหลี อาชญากรรมไซเบอร์ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือ

Loading

    ปัจจุบันการคุกคามไอดอลรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวนอกเหนือเวลางาน ตั้งแต่ไปรับ–ส่งศิลปินถึงสนามบิน จงใจซื้อตั๋วไฟล์ตบินเดียวกัน สะกดรอยตาม ไปจนถึงดักรอศิลปินที่หอพักของพวกเขา หรือแม้แต่การถ่ายรูปไอดอลในเชิงลามก เช่น การพยายามถ่ายใต้กระโปรง หรือการซูมเน้นเฉพาะส่วนบนเรือนร่างของศิลปิน แล้วนำมาเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาก้าวหน้าขึ้น การเคารพสิทธิส่วนบุคคลกลับถอยหลังลงอย่างไม่น่าเชื่อ และ ‘AI กลายเป็นเครื่องมือในการคุกคาม’   สนองตัณหาทางเพศด้วยการชมหนังโป๊ปลอมของไอดอลคนโปรด   K-pop Deepfake กลายเป็นสื่อโป๊ที่เข้าถึงได้อย่างง่ายดาย หากค้นหาคำว่า ‘Kpop Deepfake’ ใน Google จะพบผลการค้นหาประมาณ 6.87 ล้านรายการ (ข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายน 2023) มีทั้งเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อ K-pop Deepfake โดยเฉพาะ และเว็บไซต์ Porn อื่นๆ มีการจำแนก K-pop Deepfake เป็นหนึ่งในประเภทคอนเทนต์ลามก รวมถึงมีการจัดหมวดหมู่คลิปโป๊ปลอมของไอดอลหญิงแต่ละคน และจัดอันดับความนิยมในบางเว็บอีกด้วย   ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ‘Kpop Deepfake’ ถูกค้นหาอย่างต่อเนื่องใน Google…

Save พ่อแม่จากเฟกนิวส์ : ลูกหลานสื่อสารอย่างไร เมื่อผู้สูงวัยเชื่อกลุ่มไลน์มากกว่าข้อเท็จจริง

Loading

    ตั้งแต่อิลูมินาติ จนถึง CIA ตั้งฐานทัพในประเทศไทย หรือพระธาตุที่หน้าตาคล้ายซิลิก้าเจล จนถึงการดื่มปัสสาวะรักษาโรค – ข้อมูลข่าวสารมากมายที่แชร์กันผ่านกลุ่มไลน์ อาจยากที่จะแยกว่าอะไรจริงหรือไม่จริง ยิ่งหากเป็นข้อมูลที่มาจากเพื่อนสนิท หรือคนที่ไว้ใจ ก็อาจทำให้หลายคนหลงเชื่อ โดยไม่คิดตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม   โดยทั่วไป เรามักพบว่ากลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อของ ‘เฟกนิวส์’ โดยไม่ได้ตั้งใจ ก็คือ กลุ่มผู้สูงอายุ ยิ่งหากว่าเฟกนิวส์ต่างๆ มาจากช่องทางที่ผู้สูงอายุติดตามเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าวที่โปรดปราน หรือกลุ่มเพื่อนสนิทวัยเก๋าที่ไว้ใจ ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ว่า ปู่ย่าตายายของเราจะเชื่อข้อมูลเหล่านั้น โดยไม่คิดหาเหตุผลโต้แย้ง   มีการศึกษาที่พบว่า ผู้สูงอายุมักตกเป็นเหยื่อของเฟกนิวส์ง่ายกว่าช่วงอายุอื่นๆ โดยการศึกษาพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียในสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มักแชร์บทความที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ สูงกว่าคนที่อายุระหว่าง 18-29 ปี ถึง 7 เท่า   อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทย ระบุว่าผู้สูงอายุที่มีการใช้สื่อดิจิทัลเพิ่มขึ้น มักแชร์ข้อมูลต่างๆ ออกไปด้วยความปรารถนาดี แต่ปัญหาคือ ก่อนแชร์ข้อมูลมักไม่ทันได้ตรวจสอบว่า ข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด เป็นข้อมูลที่มีความคิดเห็นเจือปน…

ผู้ก่อเหตุที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ถูกตัดสินจำคุกข้อหาก่อความไม่สงบและละเมิดหน่วยงานของรัฐ

Loading

    กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความผ่านเว็บไซต์ justice.gov เมื่อ 2 มิ.ย.66 ว่า สมาชิกกลุ่ม Oath Keepers จำนวน 4 คน ถูกตัดสินจำคุกข้อหากบฏและสมรู้ร่วมคิดในการก่อความไม่สงบ รวมถึงข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดหน่วยงานของรัฐในสหรัฐฯ ทำให้กระบวนการรับรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของรัฐสภาสหรัฐฯ หยุดชะงัก เมื่อ 6 ม.ค.64 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 36 ถึง 54 เดือน และปล่อยตัวภายใต้การควบคุม 36 เดือน เจ้าหน้าที่พบหลักฐานว่าจำเลยได้วางแผนก่อเหตุไว้ล่วงหน้า โดยรวบรวมกองกำลังติดอาวุธตอบโต้เร็วไว้ที่ชานเมืองของโคลัมเบียตั้งแต่ ธ.ค.63 จัดเตรียมอุปกรณ์และอาวุธ รวมทั้งฝึกอบรมยุทธวิธีการรบกึ่งทหาร ก่อนที่จะเดินทางมาเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. และเข้าก่อเหตุในอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อ 6 ม.ค.64 จำเลยประกอบด้วย นาย Roberto Minuta นาย Edward Vallejo นาย David Moerschel และนาย Joseph…

จีนเรียกร้องให้ จนท.ระดับสูงศึกษากฎหมายต่อต้านจารกรรมฉบับใหม่และบังคับใช้อย่างเข้มงวด

Loading

    เว็บไซต์ South China Moring Post รายงานเมื่อ 5 มิ.ย.66 ว่า นาย Chen Yixin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีนกล่าวสุนทรพจน์ในหลักสูตรการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานระดับสำนักของหน่วยงาน เมื่อ 15 พ.ค.66 เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงศึกษากฎหมายความมั่นคงให้เข้าใจถึงข้อบังคับต่าง ๆ โดยเน้นที่กฎหมายต่อต้านการจารกรรมฉบับใหม่ของจีน และร่วมมือต่อต้านการจารกรรม อีกทั้ง จีนจะเพิ่ม “การปราบปรามโดยการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม” อย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อความมั่นคงของชาติ และป้องกันมิให้สหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรเข้ามาจารกรรม บ่อนทำลาย หรือแทรกซึมในประเทศจีนได้ ทั้งนี้ เมื่อ เม.ย.66 สภานิติบัญญัติสูงสุดของจีนได้ผ่านการแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านข้อมูลและกิจกรรมดิจิทัลที่หลากหลาย       ————————————————————————————————————————-—————————————————— ที่มา :                         เว็บไซต์ South…

ซ้ำรอยอิหร่าน! นักเรียนหญิงอัฟกันถูก ‘วางยาพิษ’ ต้องหามส่งโรงพยาบาล 60 คน

Loading

  ตำรวจอัฟกานิสถานเผยนักเรียนหญิงในโรงเรียนแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศถูก “วางยาพิษ” จนต้องหามส่งโรงพยาบาลราว 60 คน   เหตุการณ์ที่นักเรียนหญิงจำนวนมากได้รับสารพิษจนล้มป่วย เกิดขึ้นที่โรงเรียนสตรีล้วนแห่งหนึ่งในจังหวัดซาร์อีโพล (Sar-e-Pol) ขณะที่ทั่วโลกเฝ้าจับตาอนาคตทางการศึกษาของผู้หญิงอัฟกัน หลังจากที่กลุ่มตอลิบานกลับเข้าปกครองประเทศ และสั่งห้ามไม่ให้ผู้หญิงไปเรียน อีกทั้งยังเกิดเหตุนักเรียนหญิงถูกลอบวางยาพิษในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิหร่าน   “มีกลุ่มคนไม่ทราบฝ่ายเข้าไปในโรงเรียนสตรีล้วนที่เขตซันชารัก (Sancharak) และลอบวางยาพิษไว้ในห้องเรียน เมื่อนักเรียนหญิงเหล่านี้เข้าไปในห้องจึงถูกพิษกันหมด” เดน โมฮัมหมัด นาซารี โฆษกตำรวจจังหวัดซาร์อีโพลแถลงต่อสื่อมวลชน โดยปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดว่าสารพิษดังกล่าวคืออะไร และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง   โฆษกตำรวจยืนยันด้วยว่า นักเรียนหญิงทุกคนถูกนำส่งโรงพยาบาลทันท่วงที และ “อาการดีขึ้นแล้ว” ทว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการออกหมายจับใคร   ก่อนหน้านี้ที่อิหร่านก็เกิดกรณีการลอบวางยาพิษในโรงเรียนหญิงล้วนหลายแห่ง ซึ่งทำให้มีนักเรียนหญิงล้มป่วยไปแล้วถึง 13,000 คน ตั้งแต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา   อย่างไรก็ดี ในช่วงที่อัฟกานิสถานยังถูกปกครองโดยรัฐบาลที่ต่างชาติหนุนหลังก็เคยมีเหตุลอบวางยาพิษหรือใช้แก๊สพิษโจมตีโรงเรียนหญิงล้วนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง   รัฐบาลตอลิบานซึ่งเข้าบริหารประเทศภายหลังจากที่สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานเมื่อเดือน ส.ค. ปี 2021 มีนโยบายห้ามไม่ให้ผู้หญิงส่วนใหญ่เข้าเรียนในโรงเรียนไฮสกูลและมหาวิทยาลัย ซึ่งเรียกเสียงประณามจากรัฐบาลต่างชาติรวมถึงประชาชนชาวอัฟกันเอง   ปัจจุบัน ตอลิบานยังคงอนุญาตให้เด็กหญิงเข้าเรียนโรงเรียนประถมได้จนถึงอายุ 12 ปี และอ้างว่าพวกเขาสนับสนุนการศึกษาของสตรี…

เซเนกัลตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต หลังเกิดจลาจลเดือด อ้างผู้ประท้วง ‘ปลุกปั่น-โค่นล้มรัฐบาล’

Loading

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน อ้างอิงแถลงการณ์ของเซเนกัลเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนว่า รัฐบาลเซเนกัลได้ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ของประเทศ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์จลาจลที่ร้ายแรงซึ่งผู้ประท้วงได้โพสต์ข้อความเกลียดชังและปลุกปั่นให้โค่นล้มรัฐบาลทางสื่อออนไลน์   ก่อนหน้านี้ ประเทศในทวีปแอฟริการายนี้เผชิญหน้ากับการประท้วงที่รุนแรงระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายค้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเป็นเวลา 3 วัน ที่ทำให้เกิดผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ราย นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ความไม่สงบที่ร้ายแรงที่สุดของเซเนกัลในรอบหลายทศวรรษ   โดยแถลงการณ์ของเซเนกัลระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลเซเนกัลได้จำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มการส่งข้อความออนไลน์บางราย แต่ผู้คนจำนวนมากก็สามารถใช้บริการที่ถูกปิดกั้นเหล่านั้นได้ผ่าน VPN หรือเครือข่ายส่วนตัวเสมือนที่ช่วยเปลี่ยนหรือปกปิดตำแหน่งของผู้ใช้ ขณะที่รัฐบาลได้ต่ออายุการจำกัดการเข้าถึงดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน เพื่อรวบรวมศูนย์ข้อมูลทั้งหมดจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟนในบางพื้นที่และช่วงเวลา   อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการให้รายละเอียดว่าพื้นที่ใดหรือเวลาไหนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นของรัฐบาล ขณะที่ผู้อยู่อาศัยทั่วกรุงดาการ์ เมืองหลวงของเซเนกัลกล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้หากไม่มีการเชื่อมต่อ Wi-Fi เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ (4 มิ.ย.) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การประท้วงมักก่อตัวขึ้น     “เนื่องจากการแพร่กระจายของข้อความที่สร้างความเกลียดชังและปลุกปั่นการโค่นล้มรัฐบาล จึงได้มีการระงับอินเทอร์เน็ตบนมือถือชั่วคราวในบางช่วงเวลา” แถลงการณ์ระบุ   ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า การเคลื่อนไหวนี้ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางของประเทศ   ทั้งนี้ ปัจจัยเร่งที่ก่อให้เกิดความไม่สงบคือคำตัดสินจำคุกนายอุสมาน ซอนโก ผู้นำฝ่ายค้านที่มีชื่อเสียงของเซเนกัลเป็นเวลา 2 ปี…