เปิดสถิติภัยคุกคามแบบออฟไลน์ ปี 65 พบธุรกิจในอาเซียนถูกโจมตี 50 ล้านครั้ง

Loading

    แคสเปอร์สกี้สกัดเหตุโจมตีธุรกิจในอาเซียนเกือบ 50 ล้านครั้งในปี 2565 เป็นโปรแกรมที่เป็นอันตรายซึ่งพบโดยตรงในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ และอุปกรณ์แบบถอดได้ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ พบไทยถูกโจมตีเป็นอันดับ 3   ข้อมูลล่าสุดจากแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก แสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามทั่วไป (local threat) ที่จ้องโจมตีธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด 49,042,966 ครั้ง ถูกบล็อกโดยโซลูชันสำหรับธุรกิจของแคสเปอร์สกี้ในปีที่ผ่านมา   ภัยคุกคามประเภทนี้แพร่หลายมากขึ้นโจมตีธุรกิจต่างๆ มากที่สุดในอินโดนีเซีย (19,614,418 ครั้ง) เวียดนาม (17,834,312 ครั้ง) และไทย (5,838,460 ครั้ง) ตามด้วยฟิลิปปินส์ (3,841,548 ครั้ง) และสิงคโปร์ (328,844 ครั้ง)     สถิติเหล่านี้เป็นตัวเลขภัยคุกคามทั่วไป เป็นโปรแกรมที่เป็นอันตรายซึ่งพบโดยตรงในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ และอุปกรณ์แบบถอดได้ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ (แฟลชไดรฟ์ การ์ดหน่วยความจำของกล้อง โทรศัพท์ ฮาร์ดไดรฟ์ภายนอก) รวมถึงโปรแกรมที่เข้าสู่คอมพิวเตอร์ตั้งแต่แรกในรูปแบบที่ไม่ได้เปิดใช้งาน (เช่น โปรแกรมในโปรแกรมติดตั้งที่ซับซ้อน ไฟล์ที่เข้ารหัส เป็นต้น)   แม้ว่าจำนวนภัยคุกคามทั่วไปที่พุ่งเป้าโจมตีธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสูงกว่าจำนวนการโจมตีทางออนไลน์ที่แคสเปอร์สกี้ตรวจสอบและบล็อกไปในปีที่แล้ว แต่ก็ยังพบว่า…

วิเคราะห์ความปลอดภัยสำหรับฮิโรชิมาเมืองเจ้าภาพจัดประชุม G7

Loading

    เมืองฮิโรชิมาของญี่ปุ่นกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางมาของผู้นำและบุคคลสำคัญระดับโลกในการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ชาติหรือ G7 ในเดือนพฤษภาคม ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับผู้มาเยือนรวมถึงผู้คนในท้องถิ่น อาริมะ มาโมรุจาก NHK World พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินความเสี่ยงได้ไปสำรวจดูว่า มีมาตรการด้านความปลอดภัยอะไรบ้าง   อิตาบาชิ อิซาโอะ หัวหน้านักวิเคราะห์จากสภานโยบายสาธารณะแห่งประเทศญี่ปุ่น ศึกษาการต่อต้านการก่อการร้ายและการจัดการวิกฤต เขาให้คำแนะนำแก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์กรเอกชน และเคยมีส่วนร่วมในงานขนาดใหญ่ รวมถึงการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 ที่อิเสะ-ชิมะเมื่อปี 2559 และโตเกียวโอลิมปิก   การประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 ปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 19-21 พฤษภาคมที่โรงแรม Grand Prince ฮิโรชิมาซึ่งเป็นจุดเริ่มของการสำรวจ   สถานที่ประชุมตั้งอยู่บนเกาะ เช่นเดียวกับการประชุมสุดยอดที่อิเสะ-ชิมะ อิตาบาชิกล่าวว่า นั่นเป็นข้อได้เปรียบด้านความปลอดภัย เนื่องจากการเป็นเกาะทำให้มีทางเข้าจำกัด   ลาดตระเวนริมทะเล   อิตาบาชิกล่าวว่า การรักษาความปลอดภัยทางทะเลมีความสำคัญมากกว่าตอนที่จัดที่อิเสะ-ชิมะ เนื่องจากสถานที่ประชุมอยู่ใกล้ทะเลเปิดมากกว่า   อิตาบาชิอธิบายว่า “หน่วยตำรวจน้ำจะใช้เจ็ตสกีลาดตระเวนในพื้นที่ประชิดกับที่ประชุม และหน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นจะป้องกันพื้นที่รอบนอก”   พื้นที่ที่เป็นภูเขา   ภูมิประเทศของอูจินาจิมะซึ่งเป็นเกาะที่ตั้งของสถานที่ประชุมยังได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ…

อย่ากดลิงก์!เตือนภัยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ขนส่ง ขอตรวจสถานะเป็นเจ้าของรถ

Loading

    18 พฤษภาคม 2566 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอแจ้งเตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าของรัฐ โทรศัพท์สอบถามข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ยืนยันหน่วยราชการไม่มีนโยบายโทรศัพท์สอบถามข้อมูลจากประชาชน ถึงแม้จะมีการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนจากส่วนราชการให้ระมัดระวังมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีประชาชนตกเป็นเหยื่อกลโกงมิจฉาชีพ   นางสาวรัชดา กล่าวว่า ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อและอย่าสนทนาหากมีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกหรือเจ้าหน้าที่ของสำนักงานขนส่งจังหวัด โทรสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ นามสกุล ทะเบียนรถ เพื่อเป็นการตรวจสถานะความเป็นเจ้าของทะเบียนรถ แล้วให้โหลดแอปพลิเคชันหรือให้เข้าไปกดลิงก์ยืนยัน หากไม่เข้าไปยืนยันข้อมูล จะทำให้ข้อมูลของเจ้าของรถถูกลบและไม่สามารถเรียกคืนได้ ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกได้ยืนยันว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่โทรตรวจสอบความเป็นเจ้าของทะเบียนรถและให้โหลดแอปพลิเคชันหรือให้เข้าลิงก์เพื่อเข้าไปยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อเด็ดขาด   สำหรับการแอบอ้างของมิจฉาชีพที่นำข้อมูลส่วนบุคคลไปทำให้เกิดความเสียหายและสูญเสียทรัพย์สิน มีดังนี้   1.การแจ้งชื่อ นามสกุล ทะเบียนรถ   2.การแจ้งให้โหลดแอปพลิเคชันเพื่อตรวจสอบข้อมูลทะเบียนรถของตัวเอง   3.การให้เข้าลิงก์ที่ทางผู้แอบอ้างส่งมาให้ เพื่อยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความดูแลของกรมการขนส่งทางบก เช่น เจ้าของรถมีรถกี่คัน , เลขทะเบียน   4.การอ้างว่าหากไม่เข้าไปยืนยันข้อมูลดังกล่าว จะทำให้ข้อมูลของเจ้าของรถถูกลบและไม่สามารถเรียกคืนได้  …

หลักฐานเพียบ! จีนกล่าวหาปืนเถื่อนจากสหรัฐฯ ต้นเหตุสังคมชาติแคริบเบียนไม่ปลอดภัย

Loading

    โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนจวกสหรัฐฯ ส่งต่อปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนในประเทศตัวเอง ไปให้ชาติเพื่อนบ้านแถบทะเลแคริบเบียน   ในการประชุมความมั่นคงหมู่ชาติแคริบเบียน (CANSEC) ซึ่งจัดขึ้นที่สาธารณรัฐตรินิแดดและโตเบโกเมื่อเร็ว ๆ นี้ บรรดาผู้นำชาติประชาคมแคริบเบียน (CARICOM) ได้บรรลุฉันทมติสั่งแบนอาวุธปืนจู่โจม เพื่อลดปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนและปัญหาการลักลอบนำเข้ามาภายในภูมิภาคแคริบเบียน พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสกัดกั้นอาวุธปืนที่ไหลบ่าจากสหรัฐฯ เข้ามายังภูมิภาคนี้   ตามการแถลงของนายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนเมื่อวันอังคาร (16 พ.ค.) ผู้นำจากชาติเหล่านี้ได้กล่าวระหว่างการประชุม CANSEC ว่า การเข้าถึงอาวุธทางทหารประสิทธิภาพสูงมีส่วนทำให้แก๊งมิจฉาชีพในภูมิภาคเหิมเกริม   นายหวัง ระบุว่า อาวุธซึ่งลักลอบขนมาจากสหรัฐฯ เป็นหลักคือเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนนอกจากเป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาติที่มีพลเมืองครอบครองอาวุธปืนมากที่สุดแล้ว สหรัฐฯ ยังแพร่โรคติดต่อนี้ไปทำให้ความปลอดภัยในสังคมของชาติเพื่อนบ้านเสื่อมโทรมอีกด้วย     นายหวัง ยังอ้างอิงข้อมูลขององค์การตำรวจสากล (Interpol) ซึ่งระบุว่า เหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในแถบแคริบเบียนกว่าร้อยละ 70 เป็นการใช้อาวุธปืน และเมื่อดูจากสถิติของสำนักงานเหล้าบุหรี่อาวุธปืนและระเบิด (ATF) ของสหรัฐฯ จะพบว่า ราวร้อยละ 80 ของอาวุธปืนในการก่อคดีอาญาในแถบแคริบเบียนล้วนมาจากสหรัฐฯ นอกจากนั้น…

จีนกวาดล้างข่าวปลอม สั่งปิดบัญชีโซเชียลแล้วกว่า 100,000 บัญชี

Loading

    หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีนระบุว่า จีนได้เพิ่มความพยายามในการกวาดล้างข้อมูลข่าวปลอมบนอินเทอร์เน็ต โดยปิดบัญชีออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงไปแล้วกว่า 100,000 บัญชีในช่วงเดือนที่ผ่านมา   หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีน (CAC) ได้เริ่มต้นการดำเนินการพิเศษเพื่อกวาดล้างข้อมูลออนไลน์ครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปกับบัญชีโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ “ข่าวปลอม” และแอบอ้างเป็นสื่อที่รัฐควบคุม โดยหน่วยงานระบุว่าตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน เป็นต้นมา ได้กวาดล้างบัญชีสำนักข่าวปลอมไปแล้วกว่า 107,000 บัญชี และลบข้อมูลข่าวปลอมไปแล้วกว่า 835,000 รายการ   ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่จีนและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังต่อสู้กับข้อมูลข่าวปลอมบนโลกออนไลน์ โดยมีกฎหมายหลายฉบับที่บังคับใช้เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด   อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ข่าวบนสื่อสังคมออนไลน์ของจีนนั้นถูกควบคุมอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว โดยแพลตฟอร์มอย่าง Weibo ที่มีลักษณะคล้ายกับ Twitter ซึ่งนิยมใช้แฮชแท็กที่จัดทำโดยสื่อของรัฐ ขณะเดียวกันทางการก็จะเซ็นเซอร์แฮชแท็กในประเด็นหรือเหตุการณ์ที่ถือว่าละเอียดอ่อน   หน่วยงานระบุว่า จากการตรวจสอบบัญชีที่แอบอ้างเป็นสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ บัญชีเหล่านี้จะทำการปลอมแปลงฉากในสตูดิโอและเลียนแบบผู้ประกาศข่าวมืออาชีพโดยใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)   ทั้งนี้ บ่อยครั้งที่รัฐบาลจีนออกคำสั่งเพื่อควบคุมและกวาดล้างเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตที่เห็นว่าไม่เหมาะสม และเป็นภัยคุกคามต่อสาธารณะและภาคธุรกิจ ขณะที่ไม่นานมานี้ หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ยังให้คำมั่นว่าจะปราบปรามความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ที่บ่อนทำลายชื่อเสียงของธุรกิจและผู้ประกอบการ            …

มอนแทนาลงนามกฎหมายแบน TikTok เป็นรัฐแรกของอเมริกา

Loading

    วานนี้ (17 พฤษภาคม) เกร็ก เจียนฟอร์เต (Greg Gianforte) ผู้ว่าการรัฐมอนแทนา ได้ลงนามในกฎหมายสั่งแบนแอปพลิเคชัน TikTok ในรัฐ เพื่อปกป้องคนในมอนแทนาจากการลักลอบรวบรวมข่าวกรองของรัฐบาลจีน ส่งผลให้มอนแทนาถือเป็นรัฐแรกของสหรัฐอเมริกาที่แบน TikTok อย่างเป็นทางการ   สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2024 ซึ่งจะส่งผลให้ Google Play Store หรือ App Store ไม่สามารถเปิดให้ผู้คนในรัฐดาวน์โหลด TikTok ได้อีก เพราะจะถือว่าผู้ให้บริการเหล่านี้ทำผิดกฎหมายของรัฐ อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ไม่ได้กำหนดบทลงโทษใด ๆ ต่อบุคคลที่ใช้งานแอปดังกล่าว   ด้าน TikTok ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น แต่ก่อนหน้านี้แอปสัญชาติจีนเคยออกแถลงการณ์ว่า กฎหมายใหม่ดังกล่าว ‘เป็นการละเมิดเสรีภาพของชาวมอนแทนา ตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 (First Amendment) ด้วยการสั่งแบน TikTok อย่างผิดกฎหมาย’ พร้อมระบุด้วยว่าทางบริษัทจะเดินหน้าปกป้องสิทธิ์ของผู้ใช้งาน…