ประเทศในยุโรปมีความตื่นตัวมากขึ้น กับกฎหมายด้านความมั่นคงในเรื่องการเกณฑ์ทหาร ท่ามกลางสถานการณ์สงครามซึ่งกำลังเกิดขึ้น “อยู่หน้าบ้าน”
ท่ามกลางความน่าหวาดหวั่นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการปรับเปลี่ยนจุดยืนด้านนโยบายทางทหารของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน และการที่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปี ประเด็นเกี่ยวกับการรื้อฟื้นกฎหมายการเกณฑ์ทหาร จึงเป็นที่พูดถึงมากขึ้นในหลายประเทศของยุโรป ซึ่งมองว่า การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน คือภัยคุกคามด้านความมั่นคงครั้งร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
ปัจจุบัน ยุโรปมีทหารรวมกันราว 1.47 ล้านนาย หากถึงขั้นจำเป็นต้องรับมือทางทหารกับรัสเซียเองโดยตรง ผลการวิจัยและศึกษาของสถาบันบรือเกิลและคีล ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมอง ตั้งอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม คาดการณ์ว่า ยุโรปจำเป็นต้องเกณฑ์ทหารรวมกันให้ได้อีกราว 300,000 นาย เพื่อให้สามารถต่อกรกับกองทัพรัสเซีย ที่ตอนนี้มีทหารประจำการ 1.5 ล้านนาย และกำลังพลสำรองอีก 2 ล้านนาย
ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนหลายประเทศในยุโรป จัดทำเมื่อไม่นานมานี้โดยศูนย์วิจัยยูกอฟ ปรากฏว่า 68% ของกลุ่มตัวอย่างในฝรั่งเศส และ 58% ของกลุ่มตัวอย่างในเยอรมนี สนับสนุนการกลับมาใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ขณะที่ประชาชนในอิตาลีและสหราชอาณาจักรยังเสียงแตก ส่วน 53% ของกลุ่มตัวอย่างในสเปน ไม่เห็นด้วยกับการรื้อฟื้นกฎหมายเกณฑ์ทหาร
ผลสำรวจดังกล่าวทำให้เห็นแนวโน้มว่า ต่อให้นานาประเทศในยุโรปกลับมาใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร ไม่ว่าจะโดยบังคับหรือสมัครใจ ไม่น่าได้รับความร่วมมือจากประชาชนในประเทศของตัวเองมากนัก
โปแลนด์เป็นหนึ่งในตัวอย่างของประเทศในยุโรป ซึ่งพยายามเดินทางสายหลางให้ได้มากที่สุดก่อน ด้วยการ “ยังไม่บังคับเกณฑ์ทหาร” หลังยกเลิกกฎหมายนี้ไป เมื่อปี 2551 นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ ผู้นำโปแลนด์ แถลงเมื่อไม่นานมานี้ ว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น เรื่องของความมั่นคงกลายเป็นการแข่งขัน โปแลนด์ต้องมีความทันสมัยในทุกด้านที่เกี่ยวข้อง มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทั้งในด้านอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธนอกแบบ และ “โปแลนด์ต้องใช้ทุกโอกาสที่เป็นไปได้ ในการเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร”
อย่างไรก็ตาม ทัสก์กล่าวว่า รัฐบาลโปแลนด์อยู่ระหว่างการจัดทำแผนการเกณฑ์ทหารครั้งใหม่ “เพื่อให้ชายวัยผู้ใหญ่ทุกคนในโปแลนด์ เข้ารับการฝึกฝนทางทหารในกรณีเกิดสงคราม” โดยจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้ชายฉกรรจ์ทุกคน “มีความพร้อมในยามเกิดภัยคุกคามฉุกเฉิน” ในฐานะ “กำลังพลสำรองของประเทศ” และรัฐบาลกำหนดเป้าหมาย ให้มีผู้เข้ารับการฝึกฝนทางทหาร ปีละไม่ต่ำกว่า 100,000 คน
ทหารโปแลนด์บนรถถังเอ็ม1เอ1 เอบรามส์ ในพิธีสวนสนาม ที่กรุงวอร์ซอ เนื่องในวันกองทัพโปแลนด์ 15 ส.ค. 2567
กระนั้น ผลการศึกษาและผลการสำรวจจากหลายฝ่าย แทบออกมาในทางเดียวกัน ว่าไม่มีประเทศใดในยุโรปซึ่ง “มีความพร้อมอย่างจริงจัง” เพื่อให้สามารถปกป้องอธิปไตยของชาติ หากบ้านเมืองต้องเผชิญกับสงครามตามแบบ ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางสภาพสังคมและวัฒนธรรมของยุโรปซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก “โดยมีความเป็นเสรีนิยมมากขึ้น” การกลับมาใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารแบบสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป
เนื่องจากนับตั้งแต่ผ่านพ้นมหาสงครามทั้งสองครั้ง บรรยากาศทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปมาก ชาวยุโรปเชื่อว่า ทวีปแห่งนี้ไม่น่าต้องเผชิญกับสงครามลักษณะนั้นอีก ต่อให้มีการสู้รบเกิดขึ้นในประเทศอื่นนอกภูมิภาค สถานการณ์ที่เกิดขึ้น “เป็นเรื่องไกลตัว” จนกระทั่งมาเกิดขึ้นกับยูเครน ที่แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ( อียู ) แต่ถือว่า สงครามที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ “อยู่หน้าบ้านแล้ว”
ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช่ว่าทุกประเทศในยุโรปเลิกใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารแล้วทั้งหมด จนถึงปัจจุบัน ยังคงมี กรีซ, ไซปรัส, ออสเตรีย, สวิตเซอร์แลนด์, เดนมาร์ก, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์และนอร์เวย์ ตลอดจนตุรกี ซึ่งยังคงบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอยู่ โดยไม่เคยยกเลิกหรือระงับ ยิ่งไปกว่านั้น ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีจำนวนกำลังพลสำรองมากที่สุดในทวีปยุโรป
ขณะที่ลิทัวเนียรื้อฟื้นกฎหมายเกณฑ์ทหาร เมื่อปี 2558 หรือราว 1 ปี หลังรัสเซียผนวกรวมคาบสมุทรไครเมียจากยูเครน ตามด้วยสวีเดน เมื่อปี 2560 และลัตเวีย เมื่อปี 2566
ในส่วนของฝรั่งเศส ซึ่งประชาชนให้ความสนับสนุนกับการกลับมาบังคับเกณฑ์ทหารค่อนข้างมาก หลังมีการยกเลิกกฎหมายไปเมื่อปี 2544 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวว่า กำลังหาทางกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึง “ความสำคัญและความจำเป็น” ของการเกณฑ์ทหาร
ทหารสวีเดนเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ที่กรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน 11 มิ.ย. 2565
ด้านนายฟรีดริช เมิร์ซ ว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี แสดงจุดยืนสนับสนุนการกลับมาใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารเช่นกัน แต่อาจมีทางเลือกให้ประชาชนเข้ารับการบริการสังคมแทนได้ ส่วนรัฐบาลสหราชอาณาจักรซึ่งยกเลิกการเกณฑ์ทหารไปตั้งแต่ปี 2506 ยังไม่มีนโยบายกลับมาใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารอีก และรัฐบาลอิตาลีมีแนวคิดเอนเอียงไปทาง การยกระดับประสิทธิภาพของกำลังพลสำรองมากกว่า
นอกเหนือจากนโยบายที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่แบ่งออกเป็น “ตะวันตก” และ “ตะวันออก” ยังคงฝังรากลึกอยู่ในยุโรป เห็นได้จากการที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกมีความกระตือรื้อร้นในเรื่องนี้มากกว่า หากไม่มีสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนมาเป็นแรงกระตุ้น และการที่ประชาชนรุ่นหลังไม่มีความรู้สึกร่วมมากนัก ทำให้ไม่รู้สึกเกิดความฮึกเหิม และขาดแรงจูงใจว่า “ชนะไปเพื่ออะไร แล้วจะได้อะไร” จึงยังคงมองว่า การสู้รบแบบนี้ “ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง”.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES
———————————————————————————————————————————————-
ที่มา : สำนักข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ / วันที่เผยแพร่ 23 มีนาคม 2568
Link : https://www.dailynews.co.th/articles/4525017/