ตึงเครียด! “ซาอุฯ-ฝรั่งเศส” เตือนพลเมืองรีบหนีจาก “เบรุต” หลัง “วอชิงตัน” สั่งอพยพ จนท.สถานทูตไม่สำคัญออก เลบานอนหลายร้อยบุกประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ หลัง “ฮิซบอลเลาะห์” ประกาศเป็นวันแห่งความโกรธแค้น

Loading

เอเจนซีส์ – ซาอุดีอาระเบียและฝรั่งเศสวันนี้ (18 ต.ค.) ประกาศเตือนให้พลเรือนรีบเดินทางออกจากเลบานอนในทันที เกิดขึ้นหลังกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งอพยพเจ้าหน้าที่ไม่สำคัญออกจากสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเบรุต พบชาวเลบานอนหลายร้อยบุกประท้วงสถานทูตสหรัฐฯ บ่ายนี้หลังโรงพยาบาลกาซาโดนโจมตีมีคนตายกว่าครึ่งพัน

เสียชีวิตอย่างน้อย 62 ราย จากเหตุระเบิดพลีชีพ และการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ

Loading

เจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าววันศุกร์ว่า การโจมตีหลายชุด ซึ่งรวมถึงระเบิดพลีชีพและการจู่โจมของกลุ่มติดอาวุธทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 62 คน และคนอีกจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นความสูญเสียที่รุนเเรงที่สุดของประเทศในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา จุดที่มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุดอยู่ที่เขตมัสตูงแห่งเเคว้นบาลูจิสถาน ซึ่งมีมือระเบิดฆ่าตัวตายเป็นผู้ก่อเหตุ

กลุ่มชาวมุสลิมในปากีสถาน ไม่พอใจชาวคริสต์หมิ่นศาสนาบุกไปเผาโบสถ์

Loading

  เกิดเหตุความวุ่นวายในเมืองจรัญวาลา ใน จ.ปัญจาบตะวันออก ของปากีสถาน บีบีซี รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ รายงานว่า ชาวมุสลิมหลายพันคน จุดไฟเผาโบสถ์และทำลายบ้านของชาวคริสต์ หลังจากอ้างว่ามีชายสองคนทำลายคัมภีร์อัลกุรอาน ทำให้มีโบสถ์อย่างน้อย 4 แห่งไฟไหม้ ขณะที่ชาวบ้านกล่าวว่าอาคารหลายสิบแห่งที่เชื่อมต่อกับโบสถ์ได้รับความเสียหาย   ตำรวจที่ทำคดีกับชายชาวคริสต์สองคน กล่าวกับรอยเตอร์ว่าพบหน้าของคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ซึ่งมีข้อความดูหมิ่นเขียนด้วยสีแดง   นายอาเมียร์ มีร์ รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารของจังหวัดปัญจาบ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพันนาย ลงพื้นที่ไปควบคุมเหตุการณ์และจับกลุ่มผู้ก่อเหตุได้หลายสิบคน   นายอันวาร์ อุล ฮัค คาการ์ วุฒิสมาชิกจากแคว้นบาลูจิสถาน บริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการ ระบุว่า จะต้องมีคนรับผิดชอบต่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น   อาซาด มาร์แชล บิชอปชาวปากีสถาน ในเมืองละฮอร์ที่อยู่ใกล้เคียง โพสต์ในแพลตฟอร์ม X ว่า ชุมชนชาวคริสต์เจ็บปวดและเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ขอให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและดูแลความปลอดภัย   ชาวคริสเตียน วัย 31 ปี เล่าให้เอเอฟพีฟังว่า ต้องรีบหนีออกจากบ้าน…

บึมพลีชีพสยอง ไอเอสฆ่า 44 ศพ ชุมนุมหาเสียงในปากีสถาน

Loading

  การเมืองปากีสถานระอุ เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในงานชุมนุมหาเสียงของพรรคเจยูไอ-เอฟ พรรคร่วมรัฐบาล ตายอย่างน้อย 44 ศพ รวมถึงผู้นำพรรคเจยูไอ-เอฟ สาขาภูมิภาคไคเบอร์ปักตุนฮวา เจ็บกว่าร้อยคน เบื้องต้นคาดเป็นฝีมือ “กลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลามโคราซาน” ขณะที่นายกฯปากีสถานลั่นผู้ก่อการร้ายต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม   สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุระทึกขวัญเมื่อวันที่ 31 ก.ค.หลังคนร้ายจุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตายกลางงานชุมนุมหาเสียงพรรคร่วมรัฐบาลปากีสถาน ในเมืองคาร์ จังหวัดไคเบอร์ปักตุนฮวา ทางภาคตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก   จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ปากีสถานระบุว่า เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 ก.ค.ตามเวลาท้องถิ่นปากีสถาน ในงานหาเสียงของพรรคจามิอัต อูเลมา-อี-อิสลาม-ฟาลซ์ (JUI-F) พรรคการเมืองสายศาสนาและพรรคร่วมรัฐบาล โดยคนร้ายที่เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลามโคราซาน หรือไอเอส สาขาปากีสถาน-อัฟกานิสถาน (ISKP) ได้ปะปนเข้าไปในเต็นท์รับรองแกนนำหาเสียง และกดชนวนระเบิดฆ่าตัวตาย   หลังเจ้าหน้าที่และหน่วยกู้ภัยรุดถึงที่เกิดเหตุ พบว่าสภาพเต็มไปด้วยความสยดสยอง เหยื่อเคราะห์ร้ายนอนเกลื่อนกลาดเต็มบริเวณ ขณะที่เต็นท์ผ้าใบได้พังถล่มทับคนที่อยู่ข้างใต้ ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ ต้องรอการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นพบว่าแรงระเบิดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 44 ศพ และอาจเพิ่มขึ้น หลังมีผู้บาดเจ็บภายในงานมากกว่า 100 คน ในจำนวนนี้อาการสาหัส 15 คน หน่วยกู้ภัยของทางการต้องนำร่างผู้บาดเจ็บขึ้นเฮลิคอปเตอร์ทหารไปรับการรักษาในเมืองเปชวาร์ ที่ระบบการแพทย์ดีกว่า…

ปากีสถาน : ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตได้ แต่หยุดการประท้วงไม่ได้

Loading

  ทางการปากีสถานจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ท่ามกลางความรุนแรงของการประท้วงที่ลุกลามไปทั่วประเทศ หลังมีการจับกุมตัวนายอิมราน ข่าน อดีตนายกฯ ของปากีสถาน   การต่อสู้ระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนนายอิมราน ข่าน และกองทัพอันทรงอำนาจของปากีสถาน ยังคงครองพื้นที่สมรภูมิรบ 2 ช่องทาง ได้แก่บนถนน และในโลกโซเชียลมีเดีย แต่การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตดูจะไม่เป็นผล เพราะยิ่งสร้างกระแสไม่พอใจของผู้ที่ประสบความเดือดร้อนเป็นวงกว้างขึ้นทุกที   สถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองของปากีสถานปะทุขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากที่นายอิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรีถูกจับกุมเมื่อวันอังคารที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยในเมืองละฮอร์กลุ่มผู้สนับสนุนนายข่านต่างเคลื่อนไหว และยิ่งทำให้การประท้วงไปในทิศทางที่รุนแรงขึ้น   ภาพของผู้ประท้วงที่ขว้างปาก้อนหิน เพื่อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ที่ใช้แก๊สน้ำตา มีการเผยแพร่ไปในโลกโซเชียลมีเดีย ขณะที่คลิปขณะที่นายอิมราน ข่านถูกควบคุมตัวโดยทหารก็กลายเป็นคลิปไวรัล   เพื่อหวังควบคุมสถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลจึงตัดสินใจปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าเฟซบุ๊ก ยูทูบ หรือทวิตเตอร์ แม้แต่คลื่นโทรศัพท์ก็ถูกบล็อกในบางพื้นที่อย่างไม่มีกำหนด เพื่อหวังลดกระแสความร้อนแรงลง แต่ผลกลับออกมาในทิศทางตรงข้าม เมื่อเกิดการประท้วงเป็นวงกว้างทั่วประเทศ ประชาชนบางส่วนเข้าระบบ VPNs โดยมีการใช้งานพุ่งสูงขึ้นถึง 1,300 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใครที่ยังสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ก็ใช้การสื่อสารผ่าน วอตส์แอป     “ข่าวจริง”…

ศาลปากีสถานอนุมัติ ประกันตัวอดีตนายกฯ ”อิมราน ข่าน”

Loading

    อดีตนายกรัฐมนตรีอิมราน ข่าน ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จากศาลสูงกรุงอิสลามาบัด หลังการที่ตำรวจจับกุมอดีตผู้นำ เมื่อต้นสัปดาห์นี้ จุดชนวนการประท้วงรุนแรงในปากีสถาน   สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ว่า ศาลไฮคอร์ตแห่งกรุงอิสลามาบัด มีคำพิพากษาให้นายอิมราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรี “ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นเวลาเบื้องต้น 2 สัปดาห์” และห้ามตำรวจควบคุมตัวอดีตผู้นำ วัย 70 ปี   ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของศาลไฮคอร์ตเกิดขึ้น หลังศาลฎีกาของปากีสถานมีคำพิพากษา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่าการที่ตำรวจจู่โจมจับกุมนายอิราน ข่าน อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างการขึ้นศาลสูง ในกรุงอิสลามาบัด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เนื่องจากเป็นการดำเนินการภายในเขตอำนาจศาล และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยุติขั้นตอนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งหมายถึงการให้ปล่อยตัวข่าน     อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า คำสั่งศาลจะช่วยคลี่คลายบรรยากาศตึงเครียดทางการเมืองในปากีสถานได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากข่านยังคงเผชิญกับการถูกฟ้องร้องหลายคดี รวมถึงข้อหาฉ้อโกง จากการที่อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน รับสินบนเป็นที่ดินจากนักธุรกิจใหญ่คนหนึ่ง เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมือง ระหว่างดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาล และการนำของกำนัลซึ่งได้รับระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี…